ประวัติความเป็นมา

 

วิทยาลัยมวยไทยศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดตั้งขึ้น โดย

ผศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548 ตามมติเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานในกำกับของมหาวิทยาลัยมีฐานะเทียบเท่าคณะ ดำเนินการจัดการศึกษาให้บริการทางวิชาการ สืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นเวลากว่า 5 ปี มีการจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษา 4 ระดับ ได้แก่ ระดับปริญญาตรี ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอกสาขาวิชามวยไทยศึกษา ต่อมาในปีการศึกษา 2551 วิทยาลัยได้เปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการแพทย์แผนไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ วิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย ” เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงและภารกิจการจัดการศึกษาด้านภูมิปัญญาไทยที่กว้างขึ้น

ระยะเริ่มก่อตั้งวิทยาลัยได้เปิดสอนระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตมวยไทยเป็นหลักสูตรแรก ต่อมาจึงได้พัฒนาหลักสูตรมวยไทยในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และปริญญาตรีตามลำดับ ปัจจุบันเปิดสอนระดับปริญญาโทแล้วถึง 6 รุ่น และมีเครือข่ายความร่วมมือจัดการเรียนการสอนร่วมกับองค์กรต่างๆ ในหลายแห่ง ดังนี้ ปีการศึกษา 2548 มีความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันพลศึกษาวิทยาเขตมหาสารคาม เปิดสอนระดับปริญญาโท รุ่นที่ 1 และปีการศึกษา 2549 - 2550 ร่วมมือกับศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริและศูนย์สาธิตส่งเสริมงานศิลปาชีพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ( บุ่งตาหลั่ว) บชร. 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เปิดสอนรุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 ตามลำดับ ปีการศึกษา 2550 เปิดสอนรุ่นที่ 4 ณ สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตศรีสะเกษ เปิดสอนรุ่นที่ 5 ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และรุ่นที่ 6 ณ ศูนย์อนุรักษ์ศิลปะมวยไทยแห่งชาติ สนามกีฬาศุภ- ชลาศัย ผลสำเร็จจากการจัดการศึกษาระดับปริญญาโท สามารถผลิตมหาบัณฑิตมวยไทยเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการด้านมวยไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงริเริ่มสร้างและพัฒนาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชามวยไทยศึกษาเปิดสอนรุ่นที่ 1 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ปัจจุบันมีนักศึกษาปริญญาเอกแล้ว 3 รุ่น คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาวิจัยนวัตกรรมองค์ความรู้ด้านมวยไทยสู่สังคมในปีการศึกษา 2553 เป็นต้นไป

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาไทยด้านที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการบำบัดรักษาสุขภาพแบบไทย วิทยาลัยจึงริเริ่มโครงการเปิดสอนหลักสูตรการแพทย์แผนไทย โดยเปิดสอนระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยในปีการศึกษา 2551 เป็นต้นมา มุ่งผลิตบัณฑิตสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยให้มีความรู้ ทักษะ วิสัยทัศน์ ความสามารถทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติ และให้บริการทางวิชาการแก่สังคมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทยด้วยคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณต่อวิชาชีพและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ค้นคว้าวิจัยองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทยตอบสนองกับความต้องการของสังคมและท้องถิ่น รวมถึงบูรณาการภูมิปัญญาไทยด้านการแพทย์แผนไทยแบบองค์รวม เพื่อบำบัด ป้องกัน ส่งเสริม รักษาและฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน

นอกจากภารกิจการจัดการศึกษาแล้ววิทยาลัยยังมีบทบาทในการให้บริการทางวิชาการ ส่งเสริมและเผยแพร่การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมด้านมวยไทย โดยการจัดอบรมครูผู้สอนมวยไทยในสถานศึกษา สัมมนามวยไทยเพื่อการพัฒนาประเทศ จัดแข่งขันกีฬามวยไทยมวยไทย แข่งขันและประกวดศิลปะการไหว้ครูมวยไทยแม่ไม้ – ลูกไม้มวยไทย โครงการค่ายมวยไทยพัฒนาเด็กไทยพัฒนาชาติยั่งยืน จัดตั้งศูนย์ฝึกมวยไทยนานาชาติ และจัดวิทยากรออกฝึกสอนถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชนในสถานศึกษาด้วยการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่แฝงอยู่ในมวยไทย สร้างเจตคติที่ดีต่อมวยไทยและส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการออกกำลังกาย ลดภาวะเสี่ยงการมั่วสุมด้านยาเสพติด ภารกิจดังกล่าวทำให้วิทยาลัยมีเครือข่ายการส่งเสริมสนับสนุนและอนุรักษ์ศิลปะมวยไทยร่วมกับองค์กรต่าง ๆ จำนวนมาก อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาคมการกีฬาแห่งประเทศไทย สถาบันการพลศึกษา ศูนย์อนุรักษ์ศิลปะมวยไทยแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส.ส.ส. สถานีวิทยุโทรทัศน์และอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ด้านการบริการวิชาการในศาสตร์การแพทย์แผนไทย วิทยาลัยมีโครงการอบรมให้ความรู้การแพทย์แผนไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจ ปลูกสวนสมุนไพรเพื่อเผยแพร่ความรู้และใช้ประโยชน์ โครงการจัดตั้งสถานพยาบาลการแพทย์แผนไทยเพื่อให้บริการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น อีกทั้งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรในท้องถิ่นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและการบำบัดรักษาสุขภาพในเบื้องต้น

เป้าหมายที่สำคัญในอนาคตวิทยาลัยมุ่งสร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้ด้านมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย จัดการศึกษาทางไกลผ่านเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสร้างและพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนและท้องถิ่นสอดคล้องกับปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสืบไป